ในขณะนี้ภาครัฐได้เข้ามาส่งเสริมการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเริ่มจากการส่งเสริมการลงทุนจัดตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศขึ้นในปี พ.ศ.2504 นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนี้อย่างแท้จริง โดยปกติเป็นการผลิตชิ้นส่วนเพื่อการขายอะไหล่เป็นส่วนมาก ต่อมาเมื่อโรงงานผลิตรถยนต์จึงได้เกิดการผลิตเพิ่มขึ้น ทางภาครัฐได้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ขึ้น เพื่อช่วยกำหนดนโยบายส่งเสริมพัฒนาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ภาคเอกชนยังรวมตัวกันเพื่อให้ข้อเสนอแนะ ในทิศทางและความเป็นไปได้ของนโยบายที่ภาครัฐได้จัดตั้งขึ้น
อุตสาหกรรมยานยนต์ได้ถูกกำหนดให้เป็นอุตสาหกรรมการส่งออกของไทย นับว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีการพัฒนามาตลอดระยะเวลา 30 ปี ทำให้ปัจจุบันมีผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ OEM ที่เป็นระดับ First-Tier จำนวน 386 ราย และผู้ผลิตเหล่านี้เป็นการลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่น และมีผู้ผลิตชิ้นส่วน OEM ระดับ Second และ Third Tier กว่า 800 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ SME ของไทย นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อการทดแทนชิ้นส่วนที่สึกหรอ เพื่อส่งให้กับร้านจำหน่ายอะไหล่ ศูนย์บริการ และอู่ซ่อมรถอีกด้วย
ในปัจจุบันการผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทย ได้ครอบคลุมไปเกือบทุกชิ้นส่วน ตั้งแต่ เครื่องยนต์ ระบบเบรก พวงมาลัย ตัวถังรถ ไปจนถึงอุปกรณ์ระบบไฟฟ้า นอกจากนี้บริษัทรถยนต์หลายแห่งได้นำเอาระบบ Global มาใช้กันมากขึ้น โดยเฉพาะการสั่งชิ้นส่วนบางรายจากบริษัทผู้ผลิตในเครือข่ายที่มีโรงงานอยู่ในต่างประเทศโดยเฉพาะในเขตอาเซียนมาให้แทนชิ้นส่วนเดิมที่เคยสั่งซื้อภายในประเทศ ในขณะเดียวกันในการเปิดเสรีการค้าโลก ผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทนมีแนวโน้มว่าจะเผชิญการแข่งขันจากประเทศไต้หวัน จีน และอินเดียเพิ่มมากขึ้น ทั้งในด้านราคาและคุณภาพของสินค้า
จากการยกเลิกในการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ และการเปิดการค้าเสรีทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทยต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศอื่นๆ และต้องปรับปรุงคุณภาพให้ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากบริษัทรถยนต์ โดยเฉพาะผู้ผลิตธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในขณะที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะมีความพร้อมในด้านเทคโนโลยีการจัดการสูงอยู่แล้ว จึงสามารถยอมรับเงื่อนไขเหล่านี้ได้ แต่เชื่อได้เลยว่าในอนาคตเงื่อนไข

ในปัจจุบันนั้นการลงประกอบกิจการในด้านอุตสาหกรรมนั้นได้รับความนิยมพอสมควร เพราะให้ผลตอบแทนดีพอสมควร ซึ่งการที่มีการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมนั้นมีทั้งประโยชน์และก็โทษด้วยกัน หากมองในด้านของบวกแล้วการลงทุนด้านอุตสาหกรรมนั้นมีประโยชน์อย่างมากมาย อย่างเช่นในด้านของเศรษฐกิจซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจภายในของประเทศดีขึ้นส่งผลให้ประชากรในประเทศมีรายได้มากขึ้นนอกจากนี้ยังส่งผลไปถึงการพัฒนาประเทศ แต่ทว่าอุตสาหกรรมนั้นไม่ได้มีแค่เพียงประโยชน์เท่านั้น ซึ่งหากเรามองในด้านลบของการอุตสาหกรรมแล้ว อุตสาหกรรมก็มีโทษไม่น้อยไปกว่าประโยชน์ของมันเลย โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อมนั้นได้รับผลกระทบอย่างมากอย่างมากจากการที่มี่โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งปัญหาที่ทุกๆคนรู้จัก ก็คือ ปัญหาโลกร้อน ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งของการเกิดภาวะโลกร้อนก็ คือ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่งจากการที่มีโครงงานอุตสาหกรรม


